ความรู้ความเข้าใจเทคนิคงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่
Section outline
-
การประมาณราคางานก่อสร้างในโครงการขนาดใหญ่เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้โครงการดำเนินการได้ตามงบประมาณที่กำหนด โดยเทคนิคในการประมาณราคาไม่เพียงแค่การคำนวณต้นทุนวัสดุและแรงงาน แต่ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายๆ ด้านที่อาจมีผลกระทบต่อราคาสุดท้าย เช่น การเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมหรือข้อกำหนดที่เพิ่มขึ้น
เทคนิคการประมาณราคางานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่
1. การใช้ข้อมูลอ้างอิงจากโครงการที่คล้ายคลึงกัน
• การใช้ข้อมูลจากโครงการที่มีลักษณะคล้ายกันเป็นการประมาณราคาที่ใช้ได้ผล โดยอาจดูจากราคาที่ได้จากโครงการที่ผ่านมา เช่น ราคาต่อหน่วยในงานถนน, งานสะพาน หรืออาคาร
• ข้อมูลจากฐานข้อมูลสถิติการก่อสร้าง เช่น ราคาของวัสดุก่อสร้างที่อัพเดทจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้ให้บริการวัสดุ
2. การประมาณราคาโดยใช้ระบบอัตราค่าก่อสร้าง (Bill of Quantities - BOQ)
• BOQ คือ รายการวัสดุและแรงงานที่จำเป็นต้องใช้ในการก่อสร้าง โดยจะทำการแยกรายละเอียดงานออกเป็นหมวดหมู่ เช่น งานดิน, งานคอนกรีต, งานเหล็ก เป็นต้น
• การประมาณราคาในระบบนี้จะคำนวณจากปริมาณวัสดุที่ต้องใช้ เช่น จำนวนคิวงานคอนกรีตที่ต้องใช้, ปริมาณเหล็กที่ต้องใช้, จำนวนแรงงานที่ต้องจ้าง
• อัตราค่าก่อสร้างจะมีการกำหนดจากราคาตลาดในพื้นที่นั้นๆ พร้อมทั้งคำนวณค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง, ค่าความเสี่ยง, และค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด
3. การประมาณราคาโดยใช้เทคนิค Unit Cost
• Unit Cost คือ การคำนวณต้นทุนต่อหน่วย เช่น ต้นทุนต่อเมตรคิวของคอนกรีต, ต้นทุนต่อชั่วโมงของแรงงาน, หรือราคาต่อหน่วยของวัสดุอื่นๆ
• โดยการคำนวณจะพิจารณาจากต้นทุนที่เกิดขึ้นในการผลิตหรือการขนส่งวัสดุ รวมถึงต้นทุนการจัดการงานก่อสร้าง
• เทคนิคนี้สามารถใช้ได้ทั้งในกรณีที่มีข้อมูลที่ละเอียดและกรณีที่ไม่มีข้อมูลมาก
4. การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยในการประมาณราคา (Cost Estimating Software)
• ปัจจุบันมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถช่วยในการประมาณราคางานก่อสร้างได้ง่ายขึ้น เช่น CostX, WinQS, BuildSoft ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้สามารถคำนวณราคาจาก BOQ, งานที่ต้องใช้วัสดุและแรงงานได้อย่างแม่นยำ
• โปรแกรมเหล่านี้มักจะมีฐานข้อมูลอัตราค่าก่อสร้างที่อัพเดทอยู่เสมอ และสามารถใช้ในการคำนวณต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้างในแต่ละโครงการ
5. การใช้ต้นทุนที่รวมถึงค่าความเสี่ยง (Contingency Cost)
• ค่าความเสี่ยงหรือ Contingency คือ การสำรองงบประมาณเพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินงาน เช่น ปัญหาด้านวัสดุ, การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดทางเทคนิค หรือการเปลี่ยนแปลงราคาตลาด
• โดยทั่วไปจะประมาณค่า Contingency ที่ 5-10% ของราคาประมาณการทั้งหมด ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนและความเสี่ยงของโครงการ
6. การประมาณราคาจากการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study)
• ในกรณีที่โครงการยังไม่เริ่มดำเนินการ การศึกษาความเป็นไปได้จะช่วยในการประมาณราคาค่าก่อสร้าง รวมถึงการประเมินความคุ้มค่าของโครงการ
• การศึกษาความเป็นไปได้จะรวมถึงการประเมินสถานที่, ความเหมาะสมของวัสดุ, ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง และการจัดการอื่นๆ ที่อาจมีผลกระทบ
7. การใช้มาตรฐานอุตสาหกรรมและราคาตลาด
• มาตรฐานอุตสาหกรรมที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น มอก. หรือ มาตรฐานสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม จะช่วยให้การประมาณราคามีความเป็นระบบและสามารถเปรียบเทียบกับโครงการที่คล้ายคลึงกันได้
• การใช้ราคาตลาดวัสดุและค่าบริการต่างๆ ที่มีการอัพเดทเป็นประจำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือจากผู้ให้บริการในตลาด
ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการประมาณราคา:
1. ขนาดและประเภทของโครงการ: โครงการประเภทต่างๆ เช่น อาคารสูง, โครงการถนน, หรือสะพาน จะมีวิธีการประมาณราคาที่แตกต่างกันไปตามความซับซ้อนและลักษณะงาน
2. สภาพพื้นที่: ถ้าโครงการตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ยากต่อการเข้าถึงหรือมีการขนส่งวัสดุที่ยากลำบาก ค่าก่อสร้างจะสูงขึ้น
3. ปัจจัยด้านสภาพอากาศ: สภาพอากาศอาจมีผลต่อระยะเวลาในการก่อสร้างและราคาค่าก่อสร้าง
4. ราคาแรงงานและวัสดุ: อัตราค่าจ้างแรงงานในแต่ละพื้นที่และราคาของวัสดุก่อสร้างที่มีความผันผวนตามตลาด
5. การใช้เทคโนโลยี: การใช้เครื่องจักรที่ทันสมัยหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น การใช้ BIM หรือการใช้โดรนสำรวจจะช่วยให้การก่อสร้างเร็วขึ้น แต่ต้นทุนก็อาจสูงขึ้นตาม